หนังสือเล่มนี้เกิดจากการที่คุณ Dr. John Izzo และทีมงาน สงสัยว่าอะไรทำให้บางตอนบั้นปลายของชีวิตดูมีความสุขและอิ่มเอมกับสิ่งที่ผ่านมาในขณะที่บางคน ใช้ชีวิตอยู่กับความผิดหวัง
Dr. John Izzo และทีมงาน ใช้เวลาสัมภาษณ์ กับคนที่มีอายุและมีความเข้าใจในชีวิตหลายร้อยคน โดย เค้าได้ตัวอย่างจากคนที่คนใกล้ตัวหรือลูกหลานได้บอกเหมือนๆกันว่าคนๆนี้เขาดูมีความสุขกับชีวิตที่ผ่านมาแล้ว ดูมีปัญญาในคำพูด มันเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ความลับอะไรบางอย่าง

เวลาเห็นคนที่อายุเยอะๆและมีปัญญาที่เราเจอจะมีออร่าออกมาเลยจากท่าทางและความคิด แน่นอนว่าทั้งชีวิตบางคนอาจจะไม่ได้เจอเลยก็มี
โดย คุณ Dr. John Izzo และทีมงานนั้นใช้ ชุดคำถามที่ฉลาดมากในการคัดตัว คำถามส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ผ่านมาสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขและมีความหมาย และ พวกเค้าก็ไม่มีอะไรห่วงอีกแล้ว (พร้อมจากไปทุกเมื่อ 😇)
จากหลายร้อยคนแต่มี 5 ข้อที่หลายๆคนพูดเหมือนๆกันคือ
- ซื่อสัตย์กับตัวเอง
- อย่าปล่อยให้เสียดาย
- ใช้ชีวิตด้วยความรัก
- อยู่กับปัจจุบัน
- เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
ในชั่วชีวิตเราจะสามารถมีปัญญาได้ 3 วิธี
วิธีแรกคือ คิดวิเคราะห์เอง เป็นวิธีที่ยากที่สุดและมีปัญญาสูงที่สุด
วิธีที่สองคือ เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เป็นวิธีที่ขมขื่นที่สุด
วิธีที่สามคือ เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
– ขงจื้อ
Be true to yourself

เดินตามหัวใจ เป็นคนที่ตัวเองอยากเป็นในโลกใบนี้
คนหลายคนกำลังเดินตามความฝันของคนอื่น ทำในสิ่งที่สังคมบอกว่าดี เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ ไม่ใช่เรื่องผิดแต่จริงๆแล้วเรากำลังฟังสิ่งที่ตัวตนของเราจริงๆบอกอยู่รึเปล่า พวกเราทุกคนล้วนมีเส้นทางของแต่ละคนที่มันจะไม่เหมือนกับคนอื่น ที่เราต้องใช้เวลาหามันให้เจอ
ในหลายๆทีพวกผู้เฒ่าได้บอกเอาไว้ว่าให้หาสิ่งที่ “ทำแล้วแม้จะทำให้เราเหนื่อย แต่หัวใจรู้เรารู้ดีว่าคุ้มอยู่ดีที่ได้ทำมัน”
ซึ่งการทำแบบนี้มันยากแน่นอนเพราะมันใช้ “ความกล้า” ที่จะฟังเสียงข้างในมากกว่าเสียงจากภายนอก ในสังคมปัจจุบันที่ทุกคนบอกว่าต้องมีบ้านมีรถก่อน 30 ต้องสร้างตัว ต้องแต่งงาน ต้องเกษียณเร็ว ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มก่อน 30 ต้องเข้าสังคม ๆลๆ มีแค่ตัวเราที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมากที่สุด..
ในปรัชญา stoic ความกล้าเลยเป็น 1 ใน 4 เสาหลักเพราะถ้าไม่มีความกล้าการลงมือจะไม่เกิดขึ้น เสริมว่าความกล้าก็ต้องเป็นความกล้าที่จะสร้างเรื่องที่ดีให้คนอื่นและต้องมีประโยชน์ Justice, Wisdom
มี 3 คำถามที่ Dr. John Izzo แนะนำให้เราถามตัวเองทุกวันคือ
- เรากำลังเดินตามหัวใจตัวเองและซื่อสัตย์กับตัวเองอยู่มั้ย (จุดหมาย)
- เรากำลังจดจ่อและตั้งใจสิ่งที่สำคัญกับเส้นทางนั้นของเราอยู่รึเปล่า (ปัจจุบัน)
- เรากำลังเป็นคนในแบบที่เราอยากจะเป็นบนโลกนี้รึยัง (ภาพที่มองตัวเอง)
เพราะท้ายที่สุดจากประสบการณ์เฉียดตายของหลายๆคน ภาพสุดท้ายที่จะเข้ามาคือภาพของประสบการณ์ทั้งชีวิตของเรา
หลายคนอิ่มเอมหัวใจเพราะทั้งชีวิตพวกเขาได้ทำตามหัวใจมาโดยตลอด
Leave no regrets

จากที่ฟังมาหลายๆคนจริงๆแล้วไม่ได้กลัวความตาย แต่สิ่งที่กลัวจริงๆคือความตายโดยที่ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้พูดในสิ่งที่อยากพูด แค่ฟังก็เจ็บจี๊ดเลย 💔
จากการสัมภาษณ์มาสิ่งที่พวกผู้เฒ่าบอกก็คือถ้าย้อนกลับไปได้ จะใช้ชีวิตให้เสี่ยงมากขึ้น
หลายๆคนกลัวที่จะทำบางอย่างเพราะกลัวความล้มเหลว แต่จริงๆแล้ว เขาบอกว่าจริงๆแล้ว ช่วงเวลาที่เราล้มเหลวคือช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด
ไม่มีใครรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำจะสำเร็จรึเปล่า แต่การไม่ทำอะไรเลยการันตีความล้มเหลว 100%
เรื่องนี้รวมไปถึงความสัมพันธ์ด้วยใครที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับใครให้รีบเยียวยาเลยจะดีที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วจากที่เหล่าผู้เฒ่าบอก ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนี่แหละ จะเป็นสิ่งที่เราเสียใจอันดับต้นๆในตอนท้ายๆของชีวิตเลย ซึ่งข้อนี้แหละเลยเป็นเหตุของข้อถัดไป “ใช้ชีวิตด้วยความรัก”
แต่ไม่ว่ายังไงถึงจะพยายามทำดีที่สุด ทุกๆคนก็มีเรื่องเสียใจกันทั้งนั้น พวกเขาบอกว่า คนที่จะมีความสุขจริงๆได้คือคนที่มีปัญญายอมรับและให้อภัยตัวเองและลุกขึ้นมาใหม่เสมอ
อย่างที่กษัตริย์ Marcus เคยพูดเอาไว้เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วผมชอบ quote นี้มาก
Your principles can’t be extinguished unless you snuff out the throughts that feed them, for it’s continually in your power to reignite new ones.
It’s possible to start living again! See things anew as you once did – that is how to restart life.– Marcus Aurelius
🔥 หลายๆครั้งชีวิตก็ทำให้เราล้มลง แต่เราสามารถจุดไฟในหัวใจของเรากลับมาได้เสมอ หันกลับมา focus สิ่งที่เราตั้งใจ ลุกขึ้นมาและเริ่มต้นใหม่ได้ไม่มีวันจบ
Love and Become Love

ในวัยบั้นปลายของชีวิต คนส่วนใหญ่จะเริ่มไม่พูดถึงเงินทองหรือความสำเร็จอีกต่อไป แต่จะพูดถึงความรัก ความสัมพันธ์ที่เรามี และเคยมีให้กับคนรอบตัว
หนึ่งในความเสียใจในชีวิตของหลายคนคือความสัมพันธ์นั่นเอง ผมเห็นด้วยที่สุด และคิดว่าข้อนี้น่าจะ impact กับตัวเองที่สุดเลยเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะใช้ความคิดได้เลย จะว่ายากก็ยากจะง่ายก็ไม่เชิง เพราะว่าเรื่องนี้เราต้องใช้หัวใจล้วนๆ
พวกผู้เฒ่าบอกว่าเราไม่มีอำนาจให้ใครมารักเรา แต่เราเลือกที่จะให้ได้ ความรักนี้ไม่ได้หมายถึงคนรักเสมอไปแต่กับ พ่อแม่ เพื่อน กับลูก สัตว์เลี้ยง หรือ แม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จัก และที่สำคัญที่สุด คือตัวเอง
ทุกวันเรามองโลกในแง่ดีรึเปล่า เราบอกกับตัวเองว่าเป็นแบบไหน หยุดด่าว่าตัวเองว่าไม่ดี หรือใช้คำพูดทิ่มแทงคนอื่น เพราะสุดท้ายแล้วมันจะกลับมาหาตัวเราเอง ความสัมพันธ์นั้นสร้างขึ้นมายาก แต่ทำลายมันด้วยชั่วพริบตาเดียว
ในตัวเรามีหมาป่าภายในใจเราที่ต่อสู้กันไม่มีวันจบ ตัวนึงคือความรักความดี อีกตัวนึงคือความเกลียดชัง
ตัวที่เราคอยให้อาหารความคิดมัน คือตัวที่จะชนะนั่นเอง– เรื่องเล่าจากชาว native american
มีผู้เฒ่าคนนึงบอกว่า “ถ้าคุณมีความรักในชีวิต มีงานที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย คุณก็จะเป็นคนที่มีความสุข”
คอยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พูดสิ่งดีๆ มีเมตตากับคนรอบตัว และ คนที่ไม่รู้จัก พูดคุยด้วยความเข้าใจและแคร์อีกฝ่าย หนึ่งในจุดหมายของการมีชีวิตของมนุษย์คือการที่ทำให้โลกได้ดีขึ้นจากการที่เรามาอยู่ที่นี่
เราได้พูดให้กำลังใจคนรอบตัวมั้ย เราได้เมตตาให้อภัยคนที่เราทำไม่ดีกับเรามั้ย เราได้ให้อาหารสัตว์จรจัดข้างถนนบ้างมั้ย เราได้ใช้เวลากับคนที่เรารักมากพอรึยัง
อย่างที่ในหลายๆศาสนาที่เน้นเรื่องความรักต่อเพื่อนมนุษย์ผมคิดว่าจริงมากๆ ในหนังสือมีเรื่องราวของความรักต่อเพื่อนมนุษย์ที่ดีมากๆเลยแนะนำให้หามาอ่านครับ
หลายท่านในประวัติศาสตร์ก็พูดเรื่องนี้เป็นทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น คานธี, พระเยซู, พระพุธเจ้า พระอัลเลาะห์ แม่ชีเทเรซ่า และอีกมากมาย ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ถึงแก่นแท้แต่รับรู้ได้ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเชื่อมต่อกับทุกอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเนอะว่ามั้ย

Live in the moment
เรื่องนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันจากทุกเล่มที่อ่านมาคือ เวลาชีวิตเราเดินไปไวมาก และมันจะเร็วขึ้นไปเรื่อยๆตามอายุเลย ไม่มีช้าลง 😂 และชีวิตเรามีแค่ 4,000 สัปดาห์เท่านั้นเอง – 4,000 weeks

ใช้ชีวิต เหมือนทุกๆวันคือของขวัญ เหมือนวันสุดท้ายที่เราจะมีชีวิต คือคำแนะนำของพวกผู้เฒ่า ลองคิดว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราเราจะยังทำสิ่งที่ทำอยู่มั้ย
ผมเองทุกครั้งถามตัวเองแบบนี้ คำตอบคือไม่ บ่อยมากๆ และมันก็ช่วยให้เราคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆรึเปล่า
ในหนังสือ เล่าว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เวลาทุกวินาที “ทุกวินาที” คือของล้ำค่าของเค้าเลยนะ แต่ละวันที่เขาได้ตื่นขึ้นมาคือของขวัญล้ำค่ามากๆ
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ และ ไม่สามารถควบคุมอนาคตได้เลย แต่เราสามารถเลือกที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดได้ การที่ไปกังวลกับอดีตและอนาคต คือการทำร้ายปัจจุบันอย่างแท้จริง การคิดว่า ถ้าเราทำอย่างนั้น ถ้าเราเคยทำแบบนี้ ไม่เคยช่วยเราเลย
ในหนังสือบอกว่าการฝึกทำสมาธิเป็นวิธีที่ดีในการอยู่กับปัจจุบัน เคลียเรื่องกังวลของอดีตและอนาคตออกไป
ลองพยายามควบคุมอนาคตดูหน่อย มันเหมือนกับเรากำลังลองทำงานแทนช่างไม้ชั้นครู เมื่อเราพยายามใช้เครื่องมือของช่างไม้ระดับครู มีโอกาศมากเหลือเกินที่เราจะตัดนิ้วมือตัวเอง
– เต๋า เต๋อ จิง
ผู้เฒ่าหลายคนบอกครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การขอบคุณ (gratitude) เป็นสิ่งสำคัญมาก
- ฝึกขอบคุณกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น
- สิ่งที่กำลังมา
- รวมทั้งปัจจุบันวินาทีนี้ที่เราหายใจอยู่
เราจะเป็นคนที่มีความสุขอย่างแท้จริง
เราอยู่กับปัจจุบัน ใส่ใจคนข้างหน้ามากกว่ามือถือ มีความสุขกับงานที่ทำมากกว่าผลลัพท์ที่เราคาดหวังรึเปล่า?
Give more than take
เรื่องนี้ในหนังสือ Give and take ก็ได้บอกเอาไว้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของทุกวงการคือผู้ให้ทั้งนั้น มันมีที่มาที่ไป ไว้ผมจะเขียนเล่าแยกอีกบทความนึง แต่ที่สำคัญคือเราต้องเป็นคนที่ให้อย่างไม่หวังผล ไม่มีอะไรแอบแฝง ให้อย่างจริงใจ

ข้อนี้ทำให้ผมนึกถึงเพลง Heal The World ของ Michael Jackson
ผู้เฒ่าหลายๆคนบอกไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่แท้จริงคือสิ่งดีๆที่คุณทิ้งไว้ข้างหลังนั่นเอง หลายๆคนคือครอบครัว ลูกหลานเติบโตไปเป็นคนที่ดี ใช้ชีวิตด้วยความรักและมีประโยชน์ต่อสังคม บางคนก็เป็นงานที่ทำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ความสุขของพวกเค้าคือสิ่งที่เค้าให้ออกไปเพื่อสร้าง Impact ที่ดีต่อคนอื่น เรื่องนี้ลองมองในภาพกว้างๆ มันเหมือนหยดน้ำที่ทำให้คลื่นเล็กมันกระจายวงออกไปเรื่อยๆ
บางคนในหนังสือบอกว่าจุดหมายของเค้าคือ การเลี้ยงลูกเพื่อให้เป็นคนที่ดีกว่าตัวเรา ผมเห็นด้วยมากๆ จริงๆในหนังสือ Sapien ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่ามนุษย์เราพัฒนาก้าวกระโดดมาขนาดนี้ เพราะคนรุ่นก่อนได้ส่งต่อความรู้ วิทยาการ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญา ต่อมาเรื่อยๆ อย่างที่สิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถทำได้
ต้องขอบคุณ giver ทุกคนในประวัติศาสตร์ของเราเลย รวมไปถึงผู้ให้สัมภาษณ์และ Dr. John Izzo และทีมงานของหนังสือเล่มนี้ด้วยที่สอนบทเรียนที่มีค่ากับพวกเรา

และไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เลย แค่สิ่งดีๆน้ำใจเล็กน้อยให้ไปในทุกๆวันก็ดีแล้ว
ซึ่งสำหรับผมหนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่ามีค่าต่อการเกิดมาอีกอย่างก็คือ เป็นฟันเฟืองในการส่งต่อสิ่งพวกนี้เหมือนกัน คุณ John Izzo บอกว่าคนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่คิดถึงตัวเองน้อยที่สุด, 1 ในสิ่งที่เราต้องทำทุกวันคือการกำจัดตัว Ego ออกไป
เราเลือกได้ว่าจะเมตตา ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อโลกต่อเพื่อนมนุษย์ ทำให้มันดีขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาเราเอาอะไรไปไม่ได้เลย สิ่งที่เหลือคือสิ่งที่คนจำเราแบบไหนตอนเรามีชีวิต และอีกไม่นานคนก็จะลืมแม้กระทั่งชื่อเราไป เหลือแต่สิ่งดีๆที่เราเคยมอบให้ไว้กับเพื่อนมนุษย์ กับโลกนี้
ซึ่งนำมาสู่ข้อสุดท้ายความสุขจริงๆนั้นมาจากการที่ตัวเรา ไม่มีเราอีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะยากหน่อยเพราะมันคือการเอาอัตตาตัวตนเราออกไป ความสุขของการให้มันไม่มีเราอยู่ในนั้นเลย มีแค่ประโยชน์ที่จะถูกส่งต่อไป เพื่อให้อีกคนส่งต่อไปอีก เรื่อยๆไม่มีวันจบ
ยอมเป็นแค่ส่วนหนึ่ง จึงเป็นทั้งหมดได้
ยอมโอนอ่อนคดเคี้ยว จึงตรงได้
ยอมว่าง จึงเติมเต็มได้
ยอมตาย จึงเกิดใหม่ได้
ยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
– เต๋า เต๋อ จิง
จะว่าไปตอนอ่านเล่มนี้จบแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Forest Gump ซะงั้น ลองมาคิดดีๆในหนังสอนเรา 5 อย่างนี้ครบผ่านตัวละครของ Forest เลย ใครยังไม่เคยดูลองหามาดูนะครับเป็นหนัง feel good ที่สอนเรื่องชีวิต ที่ผมรักมากอีกหนึ่งเรื่องนึง

ผู้เขียนเค้าก็บอกไว้ว่ามันจริงๆมันไม่ใช่ความลับหรอก มันคือสิ่งง่ายๆที่อยู่รอบตัวเรา หวังว่า เพื่อนๆจะได้ประโยชน์ครับ และ จะดีมากถ้าเอาไปแชร์หรือเล่าให้คนที่รักฟัง
และถ้าชอบก็ไปหา The Five Secrets You Must Discover Before You Die มาอ่านกันนะครับ เป็นเล่มที่ผมชอบมากอีกเล่มนึงเลย มีแปลไทยด้วย


Leave a Reply